นี่หรือคือความรัก

posted on 23 Dec 2010 21:08 by melphist

ผมยืนอยู่ตรงหน้าห้องทำงานของเธอ มือข้างหนึ่งถือช่อกุหลาบสีชมพูสดแซมด้วยดอกไม้อื่นๆอีกเล็กน้อย อีกข้างหนึ่งถือกล่องของขวัญขนาดกลางห่อด้วยการะดาษสีชมพูสดมีข้อความ “Happy Birthday” อยู่ทั่วกล่อง ผูกด้วยริบบิ้นสีเขียวหัวเป็ดขนาดกำลังพอดีจัดเป็นรุปหัวใจ วันนี้ป็นวันเกิดของเธอ แฟนที่น่ารักของผม หลายวันที่ผ่านมาผมทำให้เธอต้องขุ่นข้องหมองใจ วันนี้ผมจึงอยากจะมาแสดงความยินดีและขอคืนดีกับเธออีกครั้ง รุ่นน้องของผมล่วงหน้าเข้าไปก่อนแล้ว หัวใจของผมเริ่มเต้นรัวราวกับกลองศึก รัวจนผมนึกว่ามันจะทะลักออกมาจากหน้าอกของผมเสียแล้ว ผมยืนก้มหน้านึกถึงแฟนของผม และรุ่นน้องก็เปิดประตูออกมาเรียกผมเข้าไปข้างใน…

ผมดูนาฬิกาอีกครั้งมันก็ยังคงเป็นเวลา 14.30 น. ของวันที่ 21 ธันวาคม 2553 เหมือนเดิม ผมนั่งอยู่บนรถเมล์ที่ติดอยู่นานมากแล้ว ผมออกเดินทางจากอ่อนนุชตั้งแต่เวลา 13.15 น. ด้วยหวังจะทำธุระที่ท่าพระจันทร์ให้เสร็จตามที่ผมตั้งใจไว้ แต่บ่ายวันอังคารแบบนี้การจราจรกลับติดขัดอย่างไม่น่าเชื่อ ผมเผลอหลับไปหลายครั้งแต่ตื่นมาก็พบว่ารถเคลื่อนตัวเล็กน้อยเท่านั้น วันนี้รีบเคลียร์งานให้เสร็จในส่วนของผมตั้งแต่เช้า แลกเวรกับเพื่อนร่วมงานอีกคน และลางานครึ่งวันบ่ายเพื่อจุดประสงค์สองอย่าง หนึ่งคือไปทำธุระของผมแถวท่าพระจันทร์ให้เสร็จ และสองก็คือไปหาแฟนของผมที่รังสิต ผมเตรียมงานเหล่านี้ล่วงหน้าหลายอาทิตย์แล้ว แต่ในตอนแรกนั้นผมคิดว่าผมคงไปไม่ได้เนื่องจากภาระเรื่องงาน ที่โถมเข้ามาในช่วงปลายปี ผมจึงมอบหมายงานการให้ของขวัญนี้กับรุ่นน้องคนสนิทของผมเอง ซึ่งเขาก็รู้จักกับแฟนของผมด้วยเช่นกัน ผมเริ่มปรึกษาแม่ของผมถึงของขวัญที่จะให้ และท่านก็ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเลย ผมให้รุ่นน้องไปจัดการสั่งทำช่อดอกไม้ล่วงหน้า เพื่อที่จะใช้ในวันนี้ และยังให้ไปติดต่อสอบถามว่า ณ วันนี้แฟนของผมเขาจะทำอะไรบ้าง ก็ได้ความมาว่าจะมีการซื้อของมากินสุกี้เลี้ยงกันที่ห้องทำงานตอนทุ่มตรง ผมอัดวิดีโอแสดงความยินดี และเสียใจที่ไม่ได้ไปด้วยตนเอง จัดแจงของขวัญให้เรียบร้อยตามลักษณะที่ผมอยากให้เป็น และส่งไปรษณีย์หารุ่นน้องของผมที่รังสิต แต่เวลาผ่านไปผมเริ่มรู้สึกว่าผมอยากเจอเหลือเกิน ผมไม่ได้ยินเสียงของเธอ ไม่ได้รับการตอบกลับจากข้อความของเธอมาระยะนึงแล้ว และวันนี้เป็นวันพิเศษที่มีเพียงปีละครั้ง ในวันเกิดของผมเธอก็ยืนกรานที่จะมาหาผมเช่นกัน แล้วทำไมผมถึงไม่ไปหาเธอบ้างล่ะ ผมจึงโทรไปเปลี่ยนแผนกับรุ่นน้องถึงเรื่องที่ผมจะเข้าไปมอบให้ด้วยตัวเอง ผมถึงท่าพระจันทร์ตอนประมาณสี่โมงเย็นแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลานัด ผมรีบไปทำธุระของผมให้เสร็จแต่ปรากฎว่ากว่าจะเสร็จก็กินเวลาไปมากทีเดียว 17.15 น. คือเวลาที่ผมเดินตามถนนไปยังสนามหลวงเพื่อขึ้นรถ สมองผมคิดอย่างรวดเร็วว่าจะไปยังรังสิตยังไงดีถึงจะเร็วที่สุด ผมเปิด Google Map พยายามหาสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด นึกออกก็แค่หัวลำโพง ซึ่งผมจะต้องฝ่าเยาวราช ในเวลายามเย็นเช่นนี้มันต้องนรกมากแน่นอน ผมตัดสินใจเรียกแท็กซี่ทันทีและบอกคนขับให้ไปที่สถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด เขาบอกว่าเขานึกออกแค่หัวลำโพงเหมือนกัน ผมจึงตัดสินใจบอกเขาให้ไปที่รังสิตเลย ด้วยวิธีใดก็ได้ให้ไปถึงเร็วที่สุด จะขึ้นทางด่วนยังไงผมก็ไม่ปฏิเสธ

เวลาเคลื่อนมาเป็น 18.00 น. แล้วผมก็ยังคงฝ่าดงรถติดไปไม่ถึงไหน ทั้งๆที่อีกไม่กี่สิบเมตรผมก็จะได้ขึ้นทางด่วนแล้ว การเดินทางในช่วงเวลาเลิกงานเป็นฝันร้ายมากสำหรับคนที่รีบอย่างผม เหลือเวลาอีกเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น รถก็เคลื่อนตัวได้ยากลำบากมาก และน้ำที่ผมดื่มเข้าไปก็เริ่มออกฤทธิ์แล้ว ผมเริ่มรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พยายามข่มความรู้สึกด้วยคิดเพียงแค่ขอให้ถึงที่หมายก่อนจะเข้าห้องน้ำทีหลังก็ไม่สาย เลขมิเตอร์วิ่งไปไกลแล้วแต่ไม่มีความเสียดายในความคิดของผมเลย ตอนนี้เธอมีค่ามากกว่าสิ่งใดสำหรับผม ขอแค่ได้พบได้เจอ ได้พูดคุยอีกครั้งผมก็พอใจมากแล้ว

18.35 น. ผมเพิ่งเข้าสู่ถนนวิภาวดีรังสิตก่อนจะขึ้นโทลเวย์ ผมเริ่มกังวลถึงเวลาที่กระชั้นชิดเข้ามาทุกที ผทโทรคุยกับรุ่นน้องตลอด ได้ความว่าเขาก็ยังรอดอกไม้อยู่เช่นกัน เพราะดอกไม้เข้าร้านช้าเพราะรถติดเช่นเดียวกับผม และดูเหมือนว่าแฟนของผมกับกลุ่มเพื่อนจะยังไม่เสร็จจากการซื้อของเพื่อมาทำอาหารกัน แท็กซี่วิ่งด้วยความเร็ว 120 กม./ชม. ตลอดที่อยู่บนโทลเวย์ แต่สำหรับผมมันดูช้าเหลือเกิน น่าจะเร็วกว่านี้ได้อีก ถ้าผมจะลางานทั้งวันตั้งแต่แรก… ผมคิดเพลินไปชั่วขณะจนทำให้เลยจุดที่ต้องลงจากทางด่วนพอสมควร แต่ก็ถือว่าโชคดีที่มันยังเลยไปไม่ไกลนักจึงสามารถกลับรถและวิ่งไปเข้าอีกทางได้

ผมถึงที่หมายตอนเวลา 19.05 น. ถือว่าฉิวเฉียดมากสำหรับผม รุ่นน้องนัดผมที่ร้านดอกไม้ที่สั่งไว้ ผมเข้าไปก็พบว่าดอกไม้ที่สั่งกำลังจัดใกล้จะเสร็จแล้ว เขาขอโทษเป็นการใหญ่ที่ล่าช้าและเพิ่มดอกไม้แซมเข้าไปในช่อ ที่ตอนแรกมีแค่ดอกกุหลาบเท่านั้น ระหว่างที่รอรุ่นน้องผมก็ขอทางร้านไปทำธุระส่วนตัว หลังจากอั้นมานานตลอดที่อยู่บนแท็กซี่ ไม่นานรุ่นน้องผมก็มาและบอกว่าของขวัญอยุ่ที่ห้องของเขา ให้เดินเข้าไปเอาก่อนแล้วเข้าไปหาแฟนของผมอีกที ผมก็ถือโอกาสจะได้ฝากของของผมไว้ที่ห้องรุ่นน้องด้วยเลย ระหว่างที่เดินเข้าไปหาแฟนผมนั้น ผมถามไปว่ามีที่ไหนขายเค้กบ้างรึเปล่า เขาตอบผมว่ามีระหว่างทาง แต่มันขายเป็นชิ้นนะ พอถึงร้านผมเลยเหมาเอาให้ครบกล่องเลย คิดแค่อยากซื้อไปให้ และให้ครบคนซึ่งก็คือแฟนผมและกลุ่มเพื่อนของเขาเท่านั้นเอง ทางที่แต่ก่อนผมเดินทุกวัน ตอนนี้ราวกับมันไกลเหลือเกิน ผมเดินถือดอกไม้และกล่องของขวัญเดินไปเรื่อยๆอย่างไม่สนใจสายตาของผมคนที่มองมาทางผม และมีหัวเราะคิกคักกันบ้าง ส่วนรุ่นน้องก็เดินมากับผมและหิ้วถุงใส่กล่องเค้กนั่นเอง ไม่นานผมก็ยืมอยู่หน้าประตูห้องทำงานของเธอ ผมใจเต้นระรัวไปหมด ผมจะเข้าไปยังไง จะทำตัว จะพูดยังไงดี รุ่นน้องผมเลยบอกว่าเขาจะเข้าไปก่อนและเรียกผมตามเข้าไปอีกที ขาผมเริ่มสั่นแล้ว อยากเจอผมก็อยากเจอ แต่ไม่รู้ว่าสภาพผมในตอนนี้มันเป็นอะไรกันแน่ ไม่นานรุ่นน้องผมก็เปิดออกมาเรียกผมเข้าไปข้างใน

ปรากฎว่ายังไม่มีใครกลับมาจากการไปซื้อของเลย เหลือเพื่อนสาวของแฟนผมกะเพื่อนชายอีกเล็กน้อยที่เฝ้าห้องอยู่ ซึ่งเพื่อนสาวคนนี้เป็นคนที่รุ่นน้องผมติดต่อเป็นสายไว้ จะได้ไม่เจอกันก่อนการกินเลี้ยงจะเริ่มขึ้น ผมเลยจำต้องเข้าไปหลบภายในห้องทำงานของเธอ ตอนนี้เวลาน่าจะประมาณ 19.45 น. แล้วผมนั่งคุยกับเพื่อนของแฟนผมอยู่ในห้องทำงาน เวลาก็ผ่านไปช้ามากรุ่นน้องของผมอาสาไปรอที่หน้าตึก เพื่อที่ว่าถ้าเห็นรถแท็กซี่เลี้ยวเข้ามา เขาจะโทรบอกผมให้เตรียมตัวได้ทัน เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งประมาณสามทุ่มกว่าๆ รุ่นน้องผมก็โทรเข้ามาบอกว่าแฟนผมมาถึงแล้ว กำลังลงจากแท็กซี่ ผมหยิบดอกไม้และของขวัญขึ้นมาถือและยืนหลบฉากมุมของห้องทำงาน ใจเต้นระรัวอีกครั้ง สมาธิผมจดจ่อไปที่ประตูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่นานเธอก็เข้ามา แค่ได้ยินเสียงก็ทำให้ใจผมพองโตขึ้นมาระดับนึง แต่ก็เกิดอาการตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะเลย

ผมรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหาเธอ เธอนั่งอยู่ที่มุมของห้อง มีรุ่นน้องและเพื่อนสาวของเธอล้อมอยู่ด้านหลัง ผมเดินไปยืนรอซักพัก รุ่นน้องผมจึงได้เอ่ยขึ้น

“พี่ครับ ดูซิว่าใครมาหา” เขาผายมือมาทางผมและหลบออกด้านข้าง เธอยังคงน่ารักเหมือนเดิมสำหรับผม เธอออกอาการตกใจได้อย่างชัดเจน

“เฮ้ย! มาได้ไงอะ ไม่ทำงานเหรอ” เธอถามผมด้วยน้ำเสียงระคนแปลกใจ

“ก็มาหาไง วันพิเศษทั้งที แฮปปี้ เบิร์ธเดย์นะ” ผมตอบและยื่นช่อดอกไม้ให้เธอ

“อะไรอะ มันแพงนะ” เธอยื่นมือมารับและถามพลางมองหน้าผม

“ไม่เป็นไร อยากให้” ผมตอบไปตามที่ผมคิด ตอนนั้นผมรู้สึกว่าไม่มีอะไรแพงเลย ผมยอมแลกทุกอย่างเพื่อช่วงเวลาเพียงแค่นี้ เพื่อคนที่ผมคิดว่ามีค่าที่สุด และผมก็ยื่นกล่องของขวัญให้ เธอถือดอกไม้อยู่ผมเลยเอาไปวางที่โต๊ะข้างหน้าเธอ ตอนนั้นผมขาสั่นไปหมดแล้ว ตื่นเต้นที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา ผมทรุดนั่งลงที่เก้าอี้ตรงหน้าเธอ แล้วเธอก็ลุกขึ้น เดินออกไปหาที่วางช่อดอกไม้และเดินกลับมานั่งที่เดิม

“รดน้ำให้มันด้วยนะ เขาบอกว่าถ้ามันบานแล้วจะสวยมากเลย” บอกเช่นนั้นเพราะดอกไม้เพิ่งส่งมาถึงเมื่อตอนเย็นที่ผ่านมา มันจึงยังค่อนข้างตูมอยู่พอสมควร เธอหยิบกล่องของขวัญขึ้นมาขยับเล็กน้อย

“อะไรอะ แตกมั้ย” ผมส่ายหัวเธอจึงจับกล่องขยับขึ้นลง และทำท่าจะปล่อยลงพื้น ผมนั่งมองเธอ เอื้อมมือไปสะกิดบ้าง จริงไอยากจะจับมือมากกว่าแต่คิดว่าอยู่ต่อหน้าเพื่อนๆเธอคงไม่ยอม ตอนนี้เพื่อนๆของเธอก็แสดงความยินดีกับเธอด้วย และหลายคนก็พยายามแยกออกไปเหมือนจะปล่อยให้เราอยู่กันตามลำพัง เธอนั่งถือกล่องของขวัญไว้ที่ตัก สีหน้าบอกอารมณ์ไม่ถูก ผมอาจจะเข้าข้างตัวเองก็ได้ที่เมือนจะเห็นเธอยิ้มออกมาซักนิดหนึ่ง

“อะไรเล่า” เธอหันมาตีผมและเตะผมด้วย ตอนนั้นผมดีใจมาก อธิบายไม่ถูกว่าทำไมเหมือนกัน ชั่วขณะหนึ่งที่ผมคิดว่าเราอาจจะกลับมาืนดีและคุยกันเหมือนเดิมได้ มันทำให้ผมรู้สึกมีความหวังขึ้นมา เธอลุกขึ้นและมองไปเห็นกล่องเค้กที่ผมซื้อมา

“นี่อะไรอะ” เธอหันมาทางผม

“เค้กไง พี่ซื้อมาเองแหละ” เธอทำหน้าย่นและชี้ไปว่าเธอก็ซื้อมาเหมือนกัน

“รู้แล้วว่าซื้อมา แต่พี่ก็อยากซื้อมาให้ไง” ผมมองหน้าเธอและตอบไปตามตรง

เธอเดินออกไปหยิบช็อคโกบานาน่าให้ผมและเริ่มจัดแจงข้าวของสำหรับทำอาหาร ผมก็เริ่มทำตัวเป็นประโยชน์บ้างดีกว่านังอยู่เฉยๆ เริ่มตั้งแต่ช่วยล้างเนื้อ หั่น รวมไปถึงจัดของทั้งหมดลงหม้อสุกี้ ผมนั่งทำไปพลางมองแฟนของผมไปด้วย เธอไม่ได้เอ่ยอะไรกับผมอีกเลย ตลอดเวลาของการรับประทานอาหารเธอกับผมนั่งอยู่ตรงข้ามกัน แต่แทบจะไม่ได้พูดกันเป็นประโยคด้วยซ้ำ ผมก็สาละวนอยุ่กับการเติมปริมาณอาหารในหม้อทั้ง 2 ใบ แทบไม่ได้สนใจที่จะหยิบมากินแม้แต่น้อย ทำไป ผมก็เหลือบมองเธอบ่อยๆ หลายครั้งที่เธอหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายวีดีโอ แต่ผมไม่รู้เลยว่าเธอถ่ายอะไรเอาไว้บ้าง

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ การกินสุกี้ก็จบลงตอนประมารห้าทุ่มเศษ ทุกคนก็ช่วยกันเก็บล้าง โดยที่ผมก็ยังคงขอมีส่วนร่วมเช่นเคย หลังจากนั้นบรรยากาสก็เริ่มเข้าสู่ความเงียบ แฟนของผมก็เปิดเกมขึ้นมาเล่นกับเพื่อน ผมก็ยังคงยืนมองเธอจากด้านหลังเช่นเคย ไม่มีจังหวะที่จะเข้าไปคุยเลย ราวกับมีกำแพงใหญ่กั้นระหว่างเราทั้งคู่ไว้ ผมมองนาฬิกาอีกครั้ง ไม่นานก็จะถึงเวลาที่รถไฟฟ้าเที่ยวสุดท้ายจะออกวิ่ง ผมยังคงอยู่ที่เดิม เพียงแค่อยากได้อยู่กับเธอนานอีกซักนิด ได้เห็นเธอ ได้ยินเสียงของเธอ

“เอายังไงกับเค้กดีอะ” เพื่อนสาวคนหนึ่งของเธอเอ่ยขึ้นตอนเวลาใกล้เที่ยงคืนแล้ว

“ก็แบ่งๆละกัน เอาของพี่เขาน่ะแหละ มันแบ่งเป็นชิ้นๆอยุ่แล้ว” เพื่อนสาวอีกคนของเธอก็เสริมขึ้นมา จึงได้เริ่มลงมือทานเค้กวันเกิดของแฟนผมกันเสียที อีกใจหนึ่งผมก็อยากทานเค้กก้อนที่พวกเขาซื้อมา เพราะมันมีข้อความแสดงความยินดีกับแฟนของผมด้วย ผมยื่นให้แฟนผมชิ้นหนึ่ง เธอทำท่าปฎิเสธแต่ผมก็คะยั้นคะยอให้เธอรับไปจนได้ ผมลองทานไปได้ครึ่งชิ้นก็ต้องขอบายเพราะมันหวานแสบคอมากเลย ผมแอบเห็นแฟนของผมก็ทำสีหน้าเดียวกันและส่งให้เพื่อนเธอช่วยจัดการอีกครึ่งที่เหลือ ถึงเวลาที่ต้องกลับแล้วเพราะตึกที่เรามาใช้นั้น เขาอนุญาตให้เราใช้ถึงได้แค่เที่ยงคืนเท่านั้น แต่ทั้งหมดก็อยู่ด้วยกันจนกระทั่งตีหนึ่งกว่า ทุกคนเริ่มเก็บของเพื่อที่จะกลับกัน ผมเองไม่มีสัมภาระอะไรจึงได้แต่มองดูแฟนสาวของผมเก็บของของเธอ กับเพื่อนๆของเธออยู่ด้านหลัง ผมกับรุ่นน้องจึงเดินออกมารอด้านนอก ปรากฎว่าเกิดปัญหาขึ้นนิดหน่อย เธอทำกุญแจห้องหายไป เพื่อนๆของเธอช่วยกันหาแต่ก็ไม่พบจึงจำต้องกลับกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะยามประจำตึกก็มายืนราวกับไล่กลายๆแล้ว เราลงลิฟต์มาด้านล่างทั้งหมด โดยที่เธอเลือกที่จะยืนกับเพื่อนของเธอ ผมเลยจำต้องยืนถัดออกไปอีก สายตาผมไม่ได้มองที่ตัวเลขของลิฟตืเลย แต่มองไปยังแฟนของผมที่ยืนอยู่ด้านหน้า เราทั้งหมดเดินออกมาจากตึกโดยที่มีแยกออกไปก่อน 3-4 คน เธอเดินกลับหอพักไปกับเพื่อนอีก 2 คนส่วนผมเลือกที่จะเดินกลับกับรุ่นน้องที่มาด้วยกันตั้งแต่แรก ผมหันไปโบกมือให้เธอแต่เธอก็ไม่ได้โบกกลับแต่อย่างใด ผมถามตัวเองระหว่างเดินกลับว่าทำไม ผมถึงไม่เดินไปส่งเธอที่หอ ตอนนั้นในหัวผมมันโล่งไปหมด ทั้งดีใจที่ได้พบ และเสียใจที่ต้องจากกันอีกแล้ว ผมนั่งแท็กซี่กลับมายังห้องพักของผมตอนราวๆตีสองเห็นจะได้

“ขอบคุณสำหรับของขวัญนะคะ เดินทางกลับดีๆนะ หลับฝันดีค่ะ” หัวใจของผมพองโตขึ้นอย่างที่สุด ข้อความนี้ปรากฎขค้นในมือถือของผมก่อนผมหยิบขึ้นมาเพียง 5 นาทีเท่านั้น เป็นข้อความที่ส่งมาหาผมหลังจากข้อความสุดท้ายที่เธอตอบในรอบเกือบเดือนที่ผ่านมา ผมรีบพิมพ์ตอบกลับไปทันทีว่าถึงห้องแล้ว ส่วนของขวัญถ้าเธอชอบผมก็ดีใจแล้ว มันไม่ได้ราคาสูงเลยเมื่อเทียบกับแฟนของผมที่มีค่ามากกว่านั้น

ผมอยากได้ยินเสียงของเธออีกครั้งจึงส่งข้อความไปถามว่าเธอนอนหรือยัง โทรไปได้มั้ย ผมอาจจะคาดหวังมากเกินไปว่าเธอจะตอบกลับมาว่า “ได้สิ” แต่ก็ไม่มีวี่แววของข้อความใดๆตอบกลับมา ผมอาบน้ำและส่งข้อความไปบอกว่ากำลังจะเข้านอนแล้วและขอให้เธอหลับฝันดี จากนั้นผมก็ล้มตัวลงนอน

หลายครั้งที่ผมพยายามข่มตาให้หลับแต่ไม่เลย ผมรู้ตัวว่าง่วงมากแต่ไม่สามารถหลับลงได้ หัวใจของผมมันเต้นราวกับกลองศึกตลอดเวลา ลมหายใจของผมติดขัด ในหัวของผมมีแต่ภาพของเธอเต็มไปหมด ความรู้สึกในจิตใจผมมันตีกันจนผมไม่สามารถหลับได้ ใจหนึ่งผมหวังว่าเราจะได้กลับมาคืนดีกันเหมือนเดิม แต่อีกใจหนึ่งผมคิดว่าเธออาจจะไม่ได้สนใจผมเหมือนเดิมแล้วก็ได้ คิดไว้อย่างนี้ก็จะมีความคิดมาโต้แย้งว่าไม่จริงหรอก ถ้าผมพยายามมากกว่านี้เธออาจจะให้โอกาสผมอีกก็ได้ แล้วก็จะมีเสียงโต้แย้งมาว่าถ้าเช่นนั้นการกระทำที่เห็นอยู่มันคืออะไรละ

ความคิดเหล่านี้ตีกันอยู่ในใจของผม ผมพยายามระบายออกมาในทวิตเตอร์ พิมพ์ข้อความลงไปเพื่อระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมาบ้าง แต่ก็แทบไม่ได้ดีขึ้นเลย ผมแน่นหน้าอกมา ราวกับหายใจเอาก้อนอะไรซักอย่างเข้าไปสุมอยู่ตลอดเวลา ผมหันไปพึ่งทางธรรม ผมนั่งสมาธินึกถึงวีนที่ผมบวช อาการดีขึ้นเล็กน้อยแต่ก็กลับมาเหมือนเดิมเมื่อผมออกจากสมาธิ ไม่รุ้ด้วยซ้ำว่าผมหลับไปตอนไหน แต่เวลาล่าสุดที่ผมเห็นคือประมาณเกือบตีสองแน่นอน คืนนั้นผมฝันถึงเธอเป็นไปได้ว่าเพราะความที่ผมคิดถึงเธอมากเหลือเกินจนเก็บเอาไปฝัน ฝันจนผมไม่อยากตื่นขึ้นมาเลย แต่ผมก็รู้สึกตัวตอนประมาณเจ็ดโมงเช้า ผมเหลือบดูนาฬิกาแล้วหลับไปอีกครั้ง ทำไมฝันดีถึงสั้นเหลือเกิน ผมสะดุ้งตื่นอีกครั้งตอน 8.20 น. ใกล้เวลาเข้างานแล้ว ผมจึงรีบอาบน้ำแล้วเข้างานตามปกติ ผมส่งข้อความให้เธอเช่นเคยกับที่ทำตลอดเกือบเดือนที่ผ่านมา ตอนเย็นผมลองโทรไปหาเธอดูสองครั้งปรากฎว่าไม่มีใครรับสายเลย ตอนค่ำผมลองโทรไปอีกครั้งก็พบว่าเธอปิดเครื่องไปแล้ว ผมปลอบใจตัวเองว่าที่จริงแล้วเธอก็แค่แบตหมดและไม่ได้ชาร์ตเท่านั้นเอง และอาการที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ก็กำเริบอีกครั้ง รุ่นพี่ของผมที่ผมระบายอาการเหล่าที่ให้เขาฟังพูดกับผมสั้นๆผ่านทางเอ็มเอสเอ็น

“สงสัยเอ็งจะรักเขาเข้าแล้วล่ะสิ” เป็นประโยคที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลย นี่คืออาการของคนมีความรักงั้นหรือ

“ผู้ชายก็แบบนี้ล่ะ จะมาเห็นค่าของสิ่งที่กำลังจะเสียไปเสมอ” เธอตอกประโยคนี้ลงกลางหน้าอกผม นั่นสิ ถ้าเธอไม่ทำแบบนี้ ผมจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า หรือนี่มันสายไปแล้วใช่ไหมที่ผมจะขอแก้ตัว

“ผมทำอะไรไม่ได้แล้วเหรอ ถ้าผมพยายามมากพอ เธอจะกลับมาคืนดีกับผมมั้ย” ผมถามไปอีกครั้ง

“แต่ละคู่ไม่เหมือนกันหรอกนะ แต่ถ้าเอ็งเห็นว่าเธอมีค่าก็พยายามต่อไปเถอะ ถ้าเอ็งดีพอเขาอาจจะใจอ่อนก็ได้” อ่านแล้วอาการแน่นหน้าอกของผมก็ยังคงกำเริบอยุ่ แต่ดูเหมือนจะทำให้ผมมีความหวังบ้าง

“ถ้าพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้ด้วยดี ก็หวนกลับมานึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ทุกครั้งที่ผิดใจกันล่ะ” เธอย้ำกับผม ผมรับปากกับรุ่นพี่ของผมว่าจะทำให้ดีที่สุด ตอนค่ำผมส่งข้อความไปบอกแฟนของผมว่าผมยังอยากคืนดีกับเธออีกครั้ง และผมจะพยายามต่อไปโดยหวังว่าซักวันนึงเธอจะให้โอกาสผมอีกครั้ง

ผมเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าการรู้สึกรักใครซักคนมันเป็นยังไง มันเจ็บปวดแค่ไหนเวลาเหเ็นคนที่เรารักเมินเฉยกับเรา ไม่มีปฎิสัมพันธ์กับเรา ผมจะพยายามต่อไปให้ถึงที่สุด แต่ผมไม่รู้เลยว่าอาการแน่นหน้าอกของผม เมื่อไหร่ถึงจะหายไป มันเกิดทุกครั้งที่ผมคิดถึงเธอ แม้ผมไม่ได้คิดแต่จิตใต้สำนึกของผมมันก้คิดอยู่ตลอดเวลา หวังว่าซักวันหนึ่ง เมื่อเธอให้โอกาสผมอีกครั้ง อาการนี้คงจะไม่เกิดขึ้นกับผมอีก

“ผมรักคุณนะ”

หวังว่าผมคงจะได้เอ่ยประโยคนี้กับแฟนของผมในซักวันหนึ่ง

ผมพิมพ์เรื่องทั้งหมดนี้โดยไม่ย้อนกลับไปแก้ไขใดๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่วกวนหรือตัวสะกดที่ผิดเพี้ยน นอกเสียจากจะพิมพ์ผิดเดี๋ยวนั้นจริงๆ

ผมพิมพ์ในบล็อคส่วนตัวของผมเพื่อซักวันหนึ่ง ผมจะได้กลับมาอ่านอีกครั้ง และสำหรับท่านที่เข้ามาอ่านจนถึงบรรทัดนี้จริงๆ ผมก็ขอชื่นชมในความอดทนอ่านของท่านครับ

23 ธันวาคม 2553 เวลา 20.22 น.

**ALERT คำเตือน Entry นี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลทั้งหมดทั้งสิ้น ใครที่หลงเข้ามาเพื่ออ่านกรุณาทำใจล่วงหน้า ถ้ารับไม่ได้หากเผลอไปแตะหิ้ง ให้จรลีออกไปโดยไว**

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปชมหนังที่กำลังดัง

"Percy Jackson and the Lighting Thief"

หรือในชื่อไทย "เพอร์ซี่ แจ๊คสัน กับสายฟ้าที่หายไป"

หน้าตาแบบนี้นะจ๊ะ

 

ด้วยความที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนเลย ได้รับชมแค่ตัวอย่างภาพยนตร์ เลยเกิดอาการ"อยากดู"ขึ้นมา

ซึ่งส่วนตัวแล้ว คาดหวังว่ามัน "น่าจะ" ออกมาดีเพราะเป็นผกก แฮรี่ถึง 2 ภาค (ถึงแม้มันจะห่วยๆก็เถอะ)

 

 

เข้าเรื่องกันดีกว่า

**ข้างล่างนี้ สปอยเนื้อหาหนังไม่มีหมกเม็ด อ่านแล้วรู้เรื่องแน่นอน ถ้าไม่อยากอ่านจงปิดหน้านี้ไปโดยไว**

 

เปิดฉากมาให้เห็นถึงความอลังการของเทพโพไซดอนที่ออกมาอย่างเท่ เท่มากเพราะเป็นก้อนน้ำที่รวมตัวกันเดินขึ้นมาจากท่าเรือ เดินมายังไงไม่รู้ รู้ตัวอีกทีมันขึ้นไปบนยอดตึกเอมไพร์สเตทแล้ว -*-

ขึ้นไปไงฟะ ยามเขาไม่ไล่มารึไง เข้าไปดึกๆดื่นๆ

ขึ้นมาถึงก็เจอป๋าซุสยืนหล่ออยู่

ซุส: สูเห็นไรป่ะ

โพ: บ่มีหยัง ก็แค่ฟ้าครึ้ม

ซุส: แต่บ่มีสายฟ้า มันหายไป

โพ: ใครซิเอาไป๋ มันผิดกฏเด้อล่า

ซุส: ก็ลูกเมิงยังไงเล่า

โพ: ไหงเมิงสิเว่าหมาๆแบบนั้น!

ซุส: บ่ฮู้ ถ้าลูกเมิงบ่เอามาคืนภายใน 14 วัน กุสิก่อสงครามบัดเดี๋ยวนี้

แล้วซุสมันก็ไป

มันโบ้ยไปว่าลูกโพแบบนั้น รู้ได้ไงแวะ! ไอ้หอยหลอด หลักฐานก็ไม่มีแถเห็นๆ หมอหมอพรดริฟต์จริงๆ

ซักพักก็ตัดมาที่พระเอกนั่งอืดในน้ำ โชว์มาวันมีพลังเมพ นั่งแช่น้ำได้ 7 นาที

เป็นกุรู้ตัวแบบนั้น ไปออกงานวัดหาตังแล้วสาด คนบ้าอะไรแม่งอยู่ใต้น้ำได้ 7 นาที

แล้วก็เริ่มแฉประวัติง่อยๆของมัน ตั้งแต่ อยู่กับแม่ที่ทนอยู่กับพ่อเลี้ยงอ้วนเน่าเพราะมันให้บ้านอยู่ แล้วก็โชว์ว่าพระเอกมันสายตาไม่ดี อ่านหนังสือแล้ว ตัวหนังสือลอยๆ สมาธิสั้น (อันนี้เจ้าตัวบอกมา แต่ไม่เห็นในฉากว่าสั้นตรงไหน) ซักพักมันก็เริ่มโชว์ความเมพเมื่อไปพิพิธพัณฑ์เจอกับ อ.ไรซักอย่าง (แสดงโดยลุงเพียซ บรอซแนน - 007) ที่แท้ตัวหนังสือมันลอย เพราะมันอ่านได้แต่ภาษากรีก ซึ่งเป็นภาษาเทพนันเอง

ลุงเพียซก็แพล่มเกี่ยวกับเทพไปเรื่อยๆ ซักพักอ.ที่มาด้วยกันก็กลายเป็นปีศาจไปเสียฉิบ บอกให้พระเอกเอาสายฟ้ามาให้กรูวเสีย แล้วกรูวจะปล่อยเมิงไปนะจ๊ะ ยังไม่ทันสู้เลย ลุงเพียซมาบอกว่า ถ้าเอ็งไม่ไป ข้าจะฉีกเอ็งเป็นกระดาษเลยนะเธอว์

ได้ยินแค่นั้นก็หางจุกตูดหนีไปเลยว่ะ แม่มมีปีกแถมแรงเยอะ อีกฝ่ายนั่งรถเข็นเองนะตัว

ไปๆมาๆมันก็เริ่มหนีไปแคมป์แบรนด์จุเนียร์กัน ระหว่างทางเจอมิโนทอร์ฆ่าแม่ต่อหน้า แต่ด้วยความเป็นพระเอกแล้วไซร้ หยิบอาวุธมาสู้จนมิโนทอร์ตายอย่างไว

เฮ้ย แม่เมิงเพิ่งตายเมื่อกี้อะ เมิงเศร้าแค่ 3 วิเองเหรอวะ

แล้วก็เข้าค่าย โต๋เป็นกำลังใจให้นะครับ! เจอลุงเพียซเป็นเซ็นทอร์ กับ เพื่อนดำเป็นตัวอะไรจำไม่ค่อยได้ เซเทอร์ หรืออะไรนี่แหละ ตัวเป็นคน ขาเป็นแพะ คล้ายๆบาโฟเมต เดินไปเดินมา เจอกับสาวสวยสุดในค่าย เป็นลุกของอาเธน่า ซึ่งshe แกร่งมากไม่เคยแพ้ใครเลย แต่...

อาเธน่ามันเวอร์จิ้นไม่ใช่เหรอวะ แล้วอินี่มันออกมาทางรูไหนอะ

ใน คณะเทพโอลิมเปียนมีเทวีพรหมจารีอยู่ 3 องค์ ทรงนามตามลำดับว่า เฮสเทีย (Hestia) เอเธน่า (Athene) อาร์เตมิส (Artemis)

มาถึงก็ให้สู้ชิงธงกัน ตามฟอร์มที่พระเอกมันต้องง่อยๆก่อน แต่ลุกเฮอร์เมสก็มาเป็นแบ็คอัพให้ จนสามารถไปเอาธงได้ แต่เจอนางเอกออกมาสกัดดาวรุ่ง

ระหว่างนอนพะงาบๆอยู่มีเสียงกระซิบบอกให้ไปที่แม่น้ำสิ (ตอนนั้นสู้กันริมน้ำ) พระเอกแม่มคลานไปอย่างไว โอ้วจอร์จ เจอน้ำแล้วคราบเอฟเฟค เอ๊ย รอยแผลหายหมดเลยซาร่าห์! แถมอยู่ดีๆมันก้เก่งขึ้นมาได้ไงวะ

ระหว่างเฮฮาตอนกลางคืน เฮดีสมันก็โผล่มาอย่างเท่ บอกว่าเอาสายฟ้ามาแลกกับแม่เมิงที่นี่ ไม่งั้นกุจะกุดหัวแม่เมิงซะ

พระเอกมันก็งานงอก หาวิธีลงนรก ตามสตูรก็ต้องมีนางเอก กับเพื่อนตามไปด้วยแน่นอน แต่ไปนรกยังไงดีหว่้าเลยไปปรึกษากับลูกเฮอร์เมส มันก็ควักคอนเวอร์สติดปีกออกมาคู่นึง

สาด รองเท้าเทพ เป็นคอนเวิร์สติดปีกเหรอวะ เมิงเอารองเท้าหวายสานมาทำก็ไม่มีใครเขาหาว่าเมิงโบราณหรอกว่ะ

มันก็บอกว่า ลงไปอะง่าย แต่ขึ้นมาอะยาก เพราะงั้นให้ไปหาไข่มุกของเมียเฮดีสมาซะ คนละเม็ดนะจ๊ะเธอว์แล้วจะกลับมาได้ อยู่อยู่ไหนก็จงเอาแผนที่ไปดู ซึ่งเป็นแผนที่ ที่ว่าจะค่อยๆปรากฏที่หมายขึ้นมาหลังจากทำจุดแรกผ่านแล้ว ช่างเป็นแผนที่ ที่สะดวกดีจริงๆ แล้วลูกเฮอร์เมสก็ให้โล่เท่ๆมาอีกอันนึงหลังจากได้ของวิเศษจากโดเรมอนครบแล้วมันก็ออกเดินทางไป

ว่าแต่ ทำไมบ้านของไอลูกเฮอร์เมสมันอลังจังวะ มีทั้งสารพัดของใช้อิเล็กโทรนิกส์ ทั้งเกม ทั้งคอม บลาๆ ทั้งๆที่ดูสภาพแล้วมันป่าแถวอูกันด้าชัดๆ

จดหมายแรกมันก็ให้ไปที่ร้านป้าเอ็ม อะไรซักอย่าง ก็จเอกับป้าอูม่า เธอร์แมน เป็นเมดูซ่า อาา เรื่องนี้ช่างรวบรวมดาราดังๆเสียจริง พระเอก็ใช้ความเท่ แล้วไอโฟนคอยส่องเมดูซ่า จนตัดหัวได้สำเร็จ (จริงๆตอนย่องไปตัดหัว พระเอกมันทำไอโฟนหล่น แล้วเมดูซ่าเก็บขึ้นมามองทำหน้า งงๆ เลยโดนตัดหัวไปซะฉิบ) แล้วพวกคุณเธอก็เอาหัวเมดูซ่าไปด้วย

ตำนานคือเพอร์ซิอุสใช้กระจกคอยส่องเมดูซ่าแล้วตัดหัวนะจ๊ะ แต่ในหนังนี่คุณเธอแต่งตัวซะเฉี่ยวเลย ทำไมไม่รู้จักไอโฟนวะครับ

แล้วก็ไปจุดที่ 2 ต่อเป็นวิหารพาเธนอน ก็ไปลุยกับไฮดรา 5 หัว พ่นไฟได้ด้วย ซึ่งพระเอกงัดโล่เทพๆของลูกเฮอร์เมสมาใช้ แต่ก็ไร้ค่า (ตกลงมันดีมั้ย) ลนางเอกก็ควักธนู(?) ออกมาช่วยยิง ซักพักพระเอกมันก็ควบคุมน้ามากันไฟได้ จนเพื่อนขาแพะควักหัวเมดูซ่าออกมาจนไอดราแข็งเป็นหินไปด้วยประการฉะนี้

แม่เอ๊ยยย หัวเมดูซ่านี่มันเท่จริงๆ ไม่ใช้ก็เอาแว่นสวมไว้ ถอดแว่นออก ตาเปิดใช้เองได้เฉยเลยว่ะครับ

ไปจุดที่สามต่อ ที่เวกัส มาถึงก็โดนจับให้กินขนมดอกบัวแล้วก็เมาๆอยู่ในนั้น จนพระเอกได้ยินเสียงพ่อมันบอกว่า อย่าไปกินของถูกๆสั่วๆนะเธอว์ มันเลยได้สติ ไปปลุกเพื่อนๆจนหนีจาก "ชนเผ่ากินดอกบัว" ได้ นางเอกก็บอกว่า ชนเเผ่าพวกนี้ชอบกักตัวคนไว้โดยการให้กินดอกบัว

เผ่าอะไรวะครับพี่น้อง ใครรู้ช่วยทำให้รอยหยักในสมองของกระผมมันเพิ่มขึ้นมาหน่อยเถอะ แล้วอินางเอกนี่ ม่างรู้ขนาดนั้น ทำไม ไม่รู้ตัวตั้งแต่แรกวะครับ

edit: เผ่ากินดอกบัว มีคนแถลงไขให้ข้าน้อยแล้วขะรับ ขอบพระคุณมาก

http://en.wikipedia.org/wiki/Lotus-eaters

พอหนีออกมาได้ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่ชม.แล้ว ระทึกจริงๆ ย่นเวลาได้ขนาดนี้เชียว สุดท้ายทางเข้านรกก็คือแถวป้ายฮอลลี่วู้ดนี่เอง (อ่อ ตอนแรกๆพวกพระเอกขับรถกระบะปุโรทั่งมากๆ พอมาเจอชนเผ่าดอกบัวม่างขโมยรถสปอร์ตโลตัสออกมาเฉย กระผมเพิ่งรู้ครับ ว่ารถที่จอดโชว์มันใส่กุญแจไว้ในรถด้วย คราวหลังกุจะได้ไปเนียนขับออกมามั่งครับ) ด้วยความเทพของรถจึงขับแป๊ปๆถึงเลย มันก็เดินเข้าไปทางรูใกล้ๆป้าย พบกับคนขับเรือข้ามแม่น้ำปรภพ ที่ต้องให้เหรียญทองมันถึงจะพาไป

ซึ่งพวกนี้มันขโมยเหรียญทองมาจากรังเมดูซ่าแล้วล่ะครับ เหมือนมันจะรู้ล่วงหน้าว่าต้องใช้ แต่ถ้ามันรู้ล่วงหน้า ทำไมมันต้องเอ๋อพักนึงถึงจะควักออกมาใช้วะครับ

มาถึงก็เจอเฮดีส กับเมีย (เฮดีสหน้าตาเหมือน Mr. ซาตานในดรากอนบอลมากครับ) พระเอกก็บอกว่ากระผมไม่มีสายฟ้าหรอกนะครับ ปล่อยแม่ผมเถอะ เฮดีสก็บอกว่า กุมีายเชื่ออ แล้วก็สัดพระเอกตูม ปลิวไปชนข้างฝา จนโล่แตก เผยให้เห็นสายฟ้าที่ถูกซ่อนอยู่ข้างใน สรุปว่าคนขโมยคือลุกเฮอร์เมสนี่เอง

เอ่อ สายฟ้าอันสุดแสนจะทรงพลังของซุส ทำไมมันอันจิ๊ดนึง แถมดูท่าจะง่อยๆอีกตะหาก

แล้วยังไงก็ไม่รู้ เมียเฮดีสก็หยิบสายฟ้ามายิงใส่เฮดีส ตูม หลับ

ห๊ะ 1 ใน 3 เทพ ยังไม่ทันโชว์ห่าไรเลย นอนแมวแล้วซะงั้น

เมียมันก็บอกว่า อินี่มันจับกุมาอยู่นี่นานแระ กุร้อน กุเบื่ออ พวกเมิงเอาสายฟ้าไป แล้วจงไปจากที่นี่บัดเดี๋ยวนี้ แต่เอ๊ะ มีไข่มุก 3 ลูกเองเหรอ งั้นก็ต้องอยู่คนนึงสินะ

4 คนคือ พระเอก นางเอก เพื่อนพระเอก แม่พระเอก ซึ่งตอนแรกๆมันบอกว่าอินี่เป็นคนสร้างไข่มุกไม่ใช่เหรอวะ ทำไม มันไม่หยิบมาอีกลูกก็จบแล้ว

ด้วยความเท่ เพื่อนพระเอกเลยบอกว่า เดี๋ยวกระผมอยู่เองครับ พวกท่านจงรีบเอาสายฟ้าไปคืนให้ไวเถิด พระเอกได้ยินดังนั้นก็ไม่รอช้า ใช้ไข่มุกอย่างไว โดยวิธีใช้คือ นึกถึงสถานที่ ที่จะไปแล้วเหยียบให้แตกนั่นเอง พอเหยียบแตกทั้งสามคนก็ไปโผล่ที่ยอดติดเอมไพร์สเตท

เอ่อ ท่านครับ พวกเมิงเคยไปโอลิมปัสกันแล้วเหรอ ถึงได้รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนอะ แถมไหนบอกว่าเหยียบแล้วไปไหนก็ได้ไงวะครับ ทำไมไม่ไปถึงโอลิมปัสเลยวะ เสือกไปอยู่บนยอดตึกซะงั้น ถึงมันจะเป็นทางเข้าโอลิมปัสก็เถอะนะ

ยังไม่ทันจะเข้าดี ตัวโกงคนสุดท้ายก็มาถึง บอกว่าพวกเอ็งไปไม่ทันเที่ยงคืนหรอกน่า อุ วะ ฮ่าฮ่า แล้วที่กุเอาสายฟ้าให้เมิงอะ เพื่อที่กุจะโบ้ยความผิดให้เมิงง เทพมันจะได้ตีกันเองเพราะกุเกลียดมัน วะฮ่าฮ่า กุจะเป็นพระเจ้าของโลกใหม่เว้ยย

อิแม่มันรู้ได้ไงก็ไม่รู้ ว่าทางเข้ามันอยู่ตรงไหน พาไปถูกเฉยเลย นางเอกก็กดปุ่มอย่างคล่อง ตกลงพวกเอ็งเคยมาแล้วใช่มะ แล้วไอ้ตัวโกงทำไม มันรู้วะว่าพวกพระเอกจะมาโผล่ตอนนี้

ก็สู้กันแปป ตัวโกงมันก็แย่งสายฟ้าไปได้ แต่ก็บินเล่นบนรอบตึกเหมือนไม่เคยเห็นสายฟ้า พระเอกก็คว้าคอนเวอร์สติดปีกบินไปสู้ด้วย จนสุดท้ายพระเอกระเบิดพลังเรียกน้ำจากแทงค์บนตึกอัดตัวโกงจนหมอบ แถมเรียกตรีศูลน้ำ ขว้างซัดจนตกทะเลไป

เอ่อ เป็นกระผม ได้สายฟ้ามาแล้วก็คงบินหนีไปแล้วล่ะครับ ไม่อยู่รอให้พระเอกมันมาซัดจนแพ้หรอก แถมพระเอกทำไมมันใช้พลังคล่องจังวะ ทั้งเรื่องกระผมเห็นเมิงใช้อยู่ 2-3 ครั้งเอง

สู้เสร็จก็ขึ้นลิฟไปโอลิมปัส (โอลิมปัสสวยมาก) เหลือเวลาอีกประมาณ 4 นาทีมั้ง จำไม่ได้แล้ว จากตีนเขาไปยอดเขา (ไกลมาก) พระเอกกับนางเอกก็โผล่ไปทันเวลาพอดี (เยี่ยมมมม เป๊ะมากครับ)

พระเอกก็บอกว่าคนที่เอาไปอะ ลูกเฮอร์เมสเว้ย กุไม่เกี่ยว แล้วก็บอกซุสให้ช่วยเพื่อนขาแพะในนรกให้ด้วย นางเอกมันก็ทักอาเธน่าแม่มัน แต่เพอร์ซี่ยังทำซึนเดเระอยู่เลยไม่คุยด้วย โพดซดอนก็ขอกับซุสว่า กุขอคุยกับลุกกุหน่อยนะ ซุสก็เลยบอกว่า ครั้งเดียวนะหล่อน

โพเซดอนคุยกับลุกต้องขอซุส แล้วไออาเธน่ามันคุยได้เลยวะ แต่จนแล้วจนรอด ตกลงอินางเอกมันออกมาจากรุไหนวะ ทั้งๆที่อาเธน่ามันจิ้นอยู่

คุยประสาพ่อลุกจบมันก็กลับแคมป์ แม่มันบอกว่าไล่ไอผัวใหม่ออกจากบ้านไปแล้วนะ สบายละ

เอ่อ ตอนแรกไหนไอผัวมันบอกว่านี่บ้านมันไงวะ

เจอเพื่อนขาแพะบอกว่ากุเท่มั้ย กุเขางอกแล้วนะเฟ้ย เป็นผู้พิทักษ์เต็มตัวแล้ว (ตอนแรกๆเป็นแค่ผู้พิทักษ์ฝึกหัดเพราะเขายักไม่งอก ตอนนี้เขางอกแล้วเลยเต็มตัว แต่เป็นกระผมคงไม่ดีใจเท่าไหร่ที่เขางอกอะนะ ) แล้วก็พบนางเอกอีกคัร้ง แล้วก็สู้ๆกัน

ยัง

ยังไม่จบ

มันให้นั่งดูเครดิตอีก 30 วิ เพื่อรอดูฉากท้ายเรื่อง

พ่อเลี้ยงมันเซ็งๆที่ต้องย้ายของ เลยจะหาเบียร์กิน แต่ที่ตู้เย็นเพอร์ซี่แปะป้ายไว้ว่าห้ามเปิด แถมใส่กุญแจอีกตะหาก เจ้าตัวก็บอกว่ากุจะกินอะสาดด เลยเอาอะไรไม่รุมาทุบจนแตก แล้วก็เปิดออก ปรากฏว่าข้างในมีหัวเมดูซ่าอยู่ เลยกลายเป็นหินซะงั้น

แล้วประตูตู้เย็นก็เปิดทิ้งไว้ แล้วถ้าแม่มันมาเห็นไม่กลายเป็นหินด้วยเหรอวะครับ

 

ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้สำหรับ "เพอร์ซี่ แจ๊คสัน กับเงินคนดูที่หายไป" รู้สึกเสียดายตังมวากที่ไปดู ส่วนตัวแล้ว ผมไม่ทราบว่าหนังสือนั้นรายละเอียดเป็นอย่างไร อาจจะเติมเต็มสิ่งที่ผมคิดว่าอาจหายไปก็ได้ เพราะนี่คือภาพยนตร์ จำเป็นต้องตัดบางอย่างออกไป แต่ผมน่าจะเฉลียวใจตั้งแต่เป็น ผกก. แฮรี่แล้วล่ะน้อ เล่นตัดไปซะหลายอย่างเลย

สรุปว่า นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆนะครับ อาจจะไปขัดหูขัดตาบางท่าน ผมก็ไม่สนใจ เพราะผมบอกไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว คราวหน้า ถ้าเจอหนังเรื่องไหนทำผมปวดตับอีก ก็จะมาเขียนไหม่ครับ

 

สวัสดี

edit @ 22 Feb 2010 14:04:26 by Melphist

ทำไมผู้ชายถึงหลายใจ?

posted on 24 Sep 2009 19:19 by melphist

อืม นั่นสิครับ เป็นคำถามี่น่่าสนใจนะ ผมเองก็เป็นผู้ชายคนนึงเหมือนกันแต่ไม่ค่อยได้คิดถึงประโยคนี้ซักเท่าไหร่

 

จนกระทั่ง ผมได้ไปเจอกับบทความนี้เข้า

 

ก็ถึงกับบรรลุฯ ในทันใด

 

"จากสถิติจริงๆ ผู้ชาย 75% เป็นสุภาพบุรุษรักเดียวมาแต่ต้นครับ
แต่กลุ่มนี้มักจะไม่มีแฟน หรือไม่ก็ถูกทอดทิ้ง โทษฐานไม่เร้าใจ
เมื่อผ่านความขมขื่นไป คนกลุ่มนี้จะผันตัวเองไปอยู่กลุ่มอื่นครับ
ที่หน้าตาดีหน่อย จะกลายเป็นคนเจ้าชู้ไปเกือบ 80%
ที่นิสัยดีๆไม่เอาแต่ใจ จะกลับกลายเป็นคนร้ายๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจครับ

อันนี้ผมย่อๆมานะ
สรุปสั้นๆ ปัจจัยหลักที่เปลี่ยนแปลงผู้ชาย คือนิสัยที่ธรรมชาติสร้างมาของผู้หญิงครับ

นิสัยโดยธรรมชาติของเพศหญิงคือ
1. ชอบความกร้าวร้าว ในตัวบุรุษเพศ
(การอบรมสั่งสอนทำให้คุณคิดว่าคุณชอบคนดี แต่จริงๆคุณก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ ว่าจะไม่ชอบคนร้ายๆ)
2. ผู้หญิงจะคิด(แล้วชอบบอกว่าไม่จริ๊ง) ว่าผู้ชายที่เจ้าชู้ ดูแล้วมีสเนห์ (แหงสิครับ ถ้าไม่เจ้าชู้จะรู้วิธีปรุงสเน่ห์หรอ)
3. คนดีๆนั้นแสนจืดชืด ถึงคบกันไปไม่นานก็เบื่อ(องตายก็มีความหมายเท่าน้านนนน)
4. ผู้หญิงชอบคิดเอาเองว่า เค้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเธอ เค้าจะดีขึ้น เค้าจะอย่างนู้อย่างนี้ เพราะว่าเค้ารักเธอ ความรักจะเปลี่ยนเค้าได้
- แล้วสุดท้ายก็ฝันลมๆแล้งๆเสร็จแล้วก็จะมาด่าผู้ชายเลวอย่างนู้อย่างนี้ (ทั้งที่ทึกทักเอาเอง)

จากนั้นกลุ่มผู้ชายที่โดนทอดทิ้ง(ที่เป็นคนดีๆ 75%นั่นแหละ) ก็จะโดนเหมารวมหาว่าเลว ทั้งที่ผู้หญิงไขว่คว้าหาแต่คนเลวๆเอง
แต่ก็ยังไม่วายมาเหมารวมผู้ชายทั้งหมดว่าเลว
แล้วเมื่อความน้อยใจบังเกิด คนดีก็ดีแตกครับผม

อันนี้เป็นจิตวิทยา ธรรมชาติมนุษย์จริงๆนะ ไม่ได้เขียนมาจากความคิดผมเอง
!!!ที่สำคัญ!!! เป็นจิตวิทยาวัยรุ่นเท่านั้นนะครับ
ผู้หญิงเมื่อผ่านชีวิตไปเรื่อยๆจะเข้าใจอะไรมากขึ้น และจะเปลี่ยนไปแสวงหาคนดีๆตอนเริ่มมีอายุครับ
แล้วก็จะพบว่า คนดีๆน่ะ มีภรรยาหมดแล้ว   ~  แป่ว...

อ่อ...  

แค่ส่วนใหญ่นะครับไม่ใช่ทั้งหมด"

 

จาก http://variety.teenee.com/foodforbrain/17532.html

.

.

.

.

 หลังจากอ่านแล้วก็ อืมนะ แทงใจดำดีแท้ๆเลย สาวๆจะเป็นแบบนี้เหมือนกันหมดมั้ยนา

 

วันนี้ลาละครับ

 

สวัสดี